Kancolle FanFic : [Kagerou x Kuroshio feat. Shiranui x Hayashimo]

Title :

Pairing : Kagerou x Kuroshio feat. Shiranui x Hayashimo

Fandom : Kantai Collection -Kancolle-

Note : ขอบคุณพล็อตจากลูกหมู…

—————————

Kegerou Mode

…จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมันเริ่มมาจากวันนั้น…

มันเป็นวันธรรมดาที่ท้องฟ้าแจ่มใส คลื่นทะเลสงบนิ่ง ประกอบกับลมที่โชยมานั้นเย็นสบายมากซะจนผู้การตัวแสบ (เด็กสาวไม่ปฏิเสธหรอกว่าลับหลังเธอเรียกผู้การแบบนี้จริงๆ) แทบจะสั่งให้ลาพักร้อนกันยกฐานทัพอยู่รอมร่อแล้ว แต่ต้องขอบคุณโอโยโดะซังและคากะซังที่ไม่รู้ไปบลัฟยังไงจนผู้การสงบปากสงบคำแทบไม่ทัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคังมุสุบางคนอดบ่นเสียดายไม่ได้อยู่ดี ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้หรอก นานๆ ทีจะได้หยุดนี่นะ

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นวันทำงานก็เถอะ ช่วงนี้มันก็ไม่ค่อยมีงานอะไรให้ทำอยู่ดี ทำให้กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคังมุสุในฐานทัพแห่งนี้จึงอยู่ในสถานะว่างงานโดยปริยาย แน่นอนว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

วันนั้นเธอกับคุโรชิโอะไปนั่งจัดเอกสารในห้องเก็บเอกสารกันสองคน เอ่อ ไม่สิ ต้องบอกว่านอกจากพวกเธอซึ่งเป็นเรือพิฆาตเพียงสองคนแล้วก็ยังมีคังมุสุคนอื่นอีกสี่ห้าคน(ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นพวกที่สามารถทำงานอะไรแบบนี้ได้) มันก็เงียบสงบดีนะ จนกระทั่งแขกไม่ได้รับเชิญเดินเข้ามาในห้องนั่นแหละ…

“คุโรชิโอะ ฝากเอกสารนี่ไปให้ซากาวะซังด้วยนะ” แขกไม่ได้รับเชิญคนดังกล่าวเอ่ยขึ้นมา ทำเอาเธอที่กำลังง่วนอยู่กับเอกสารกองโตตรงหน้าถึงกับต้องเงยหน้ามองหน้าอีกฝ่ายทันทีที่ได้ยินเสียงกันเลยทีเดียว

…ทำไมชิรานุยมาอยู่นี่ได้ล่ะ วันนี้เป็นเรือเลขานุการไม่ใช่เรอะ แล้วทำไมถึงเรียกคุโรชิโอะแทนที่จะเป็นเธอได้เล่า…

“โอ้ ได้เลยน่อ” เด็กสาวผมดำที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอยิ้มรับพลางยื่นมือไปรับเอกสารปึกใหญ่ในมืออีกคนอย่างไม่คิดอะไร อืม เธอคิดว่าคุโรชิโอะคงไม่ได้คิดอะไรแน่ๆ แต่เดี๋ยวก่อนนะ…มันมีอะไรบางอย่างที่แปลกๆ นะ

“อ๋อ จริงสิ เย็นนี้เธอกับฉันต้องไปซ้อมรบด้วยกันนะ อย่าลืมซะละ” ชิรานุยพูดเสียงเรียบ แต่นัยน์ตาสีฟ้าใสคู่นั้นกลับส่องประกายอะไรบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก เด็กสาวคิดว่าเดี๋ยวอีกสักพักคุโรชิโอะต้องโวยวายอย่างแน่นอน แต่ผิดคาด…

“โอเค เข้าใจล่ะ” คุโรชิโอะรับคำอย่างว่าง่าย “ทำไมมองหน้าแบบนั้นล่ะคาเงโร่?”

โอเค เด็กสาวรู้ตัวเลยล่ะว่าตอนนี้ตัวเองจ้องหน้าคุโรชิโอะเขม็งแค่ไหน แล้วเธอก็รู้แล้วด้วยว่ามันมีอะไรที่แปลกไป คุโรชิโอะไม่ทะเลาะกับชิรานุย! แถมยังพูดคุยกันอย่างญาติดีอีกตะหาก เหลือเชื่อ…

“อ..เอ่อ ไม่มีอะไรหรอก โทษที” เธอปัดไปแบบนั้น ก่อนจะพยายามหันไปสนใจกองเอกสารตรงหน้าแทนในขณะที่ชิรานุยบอกลาพวกเธอแล้วเดินออกจากห้องไป

แน่นอนล่ะว่าวันนั้นเธอต้องไม่คิดอะไรอยู่แล้ว แถมคุโรชิโอะก็ไม่ได้ทำอะไรมีพิรุธด้วยซ้ำ แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้น ลางสังหรณ์ของเธอกลับบอกว่าเรื่องนี้มันไม่จบง่ายๆ ซึ่งหลังจากนั้นเธอก็ค้นพบว่า…ลางสังหรณ์ของตัวเองถูกต้องเสมอ…

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่รู้ว่านอกจากจะไปทำสัญญาสงบศึกมากันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมทำกันลับหลังเธออีกตะหาก คุโรชิโอะกับชิรานุยก็ทำงานด้วยกันมากขึ้น ตัวติดกันแทบจะตลอดเวลาทำงาน เผลอๆ ตอนนี้จะตัวติดกันยิ่งกว่าตอนเธออยู่กับคุโรชิโอะซะอีก(ที่ตอนนี้พวกเธอได้อยู่ด้วยกันสองคนแค่ตอนก่อนนอนเท่านั้น ให้ตายเถอะ ทำไมเธอถึงได้อยู่กับแฟนตัวเองน้อยกว่าชาวบ้านอีกห๊ะ) และล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอเกือบสติหลุดขึ้นมาจนได้…

มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักสามชั่วโมงก่อนหน้านี้ได้ เด็กสาวกำลังนั่งอ่านหนังสือเพื่อสงบสติอยู่เงียบๆ ภายในห้องนั่งเล่นระดับชั้นที่หอพักอยู่เพียงคนเดียวตามลำพัง เป็นเรื่องแปลกที่จู่ๆ ทุกคนก็หายตัวไปราวกับงานยุ่งยังไงยังงั้นแหละ และในระหว่างที่อารมณ์ของเธอกำลังดำดิ่งลงไปในโลกแห่งหนังสือนั้น เสียงคุ้นหูของใครบางคนก็ดังแว่วมามาไกล มันเป็นเสียงที่ทำให้เธออดยิ้มไม่ได้ แต่เสียงที่สองที่ดังขึ้นมานั้นก็ได้ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอมลายหายไปแทบจะทันที…

…เสียงของคุโรชิโอะกับชิรานุยนั่นเอง…

เด็กสาวพยายามตั้งสมาธิอ่านหนังสือในมือต่อ แต่ก็ค้นพบว่ามันทำได้ยากเหลือเกิน เมื่อเสียงของทั้งสองดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนในที่สุดประตูห้องนั่งเล่นก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของคนทั้งสอง และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอปิดหนังสือในมือลง

“อ้าว คาเงโร่” คุโรชิโอะเป็นคนทักเธอก่อน รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กสาวผมดำนั้นกว้างขึ้นกว่าเดิมรึเปล่า เธอก็ไม่แน่ใจนักหรอก แต่ที่รู้ๆ ก็คือมันได้ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเสียแล้ว และเธอก็หงุดหงิดมากยิ่งขึ้นเมื่อเด็กสาวผมชมพูเอ่ยขึ้นมาว่า

“คาเงโร่เป็นอะไรรึเปล่า?”

“เปล่านิ…ไม่ได้เป็นอะไร” แน่นอนว่าเธอโกหก เด็กสาวรู้ดีเลยล่ะว่าตอนนี้สีหน้าเธอมันคงไม่สบอารมณ์เอามากๆ และเธอก็ไม่คิดจะทำอะไรกับมันด้วย

“จริงเหรอ?” คุโรชิโอะถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“จริงสิ งั้นฉันไปก่อนนะ…” เด็กสาวลุกขึ้นมาพลางโยนหนังสือที่อ่านยังไม่จบทิ้งดื้อๆ ก่อนจะเดินสวบไปยังประตูห้องนั่งเล่น

“เอ๊ะ จะไปไห…..”

“ไปทำงาน…คือเมื่อกี้ผู้การเรียกตัวด่วนน่ะ คืนนี้คงไม่กลับห้องนะ” เธอพูดตัดบทอีกฝ่ายแล้วผลักประตูออกด้วยแรงที่มากกว่าปกติ

“อ..อืม เข้าใจแล้ว”

…ไม่รั้งหน่อยเรอะ!…

เด็กสาวกรีดร้องในใจ ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากบริเวณหอพักไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเบื้องหลังเลยแม้แต่นิดเดียว

Kagerou Mode End

.

“จบแค่นั้นเหรอคะ?” เสียงนุ่มของเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีเขียวที่ถักเปียอย่างสวยงามดังขึ้นพลางมองซากศพ(?)เบื้องหน้า ซึ่งอันที่จริงจะเรียกว่าซากศพก็ไม่ถูก แต่ยูกุโมะเองก็ไม่รู้จะไปสรรหาคำเรียกดีๆ ให้กับอีกฝ่ายยังไงดีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ช่วยไม่ได้ละนะ…

“อื้อ…” ซากศพตอบรับอย่างคนหมดแรง

“เพราะอย่างนั้นก็เลยมาหาฉันเนี่ยนะคะ?” ยูกุโมะพูด ซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าเบาๆ เมื่อเห็นดังนั้นแล้วเด็กสาวผมเขียวจึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเหลือบไปเห็นร่างของเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเข้มยาวสลวย หากแต่ส่วนปลายผมนั้นกลับเป็นสีเทาที่กำลังเดินไปเรื่อยอย่างไม่มีจุดหมายตามลำพัง

“ฮายาชิโมะจัง!” ยูกุโมะตะโกนเรียกชื่อเด็กสาวคนดังกล่าวซึ่งเป็นน้องสาวของเธอเอง ร่างของฮายาชิโมะกระตุกขึ้นอย่างคนสะดุ้งตกใจ ก่อนที่ใบหน้านิ่งของเด็กสาวจะหันกลับมามองคนเรียกแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก และไม่นานนักเด็กสาวก็เดินมาตามการเชิญชวนของคนเป็นพี่

“มีอะไรงั้นเหรอคะพี่ยูกุโมะ” ฮายาชิโมะถามขึ้นเมื่อเดินมาถึง ก่อนจะสะดุดตากับซากศพ…ร่างอันห่อเหี่ยวของคาเงโร่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพี่สาวตนเอง ซึ่งเมื่อเด็กสาวเห็นก็ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงงกันเลยทีเดียว

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แค่…” ยูกุโมะบุ้ยใบ้ไปทางคาเงโร่แล้วไม่พูดอะไรต่อ

ฮายาชิโมะหันไปมองคาเงโร่ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่เลิกทำตัวห่อเหี่ยวซะทีแล้วก็ต้องขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ก่อนที่คิ้วจะคลายออกเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก

“เรื่องของชิรานุยซังกับคุโรชิโอะซังเหรอคะ?”

ดูเหมือนว่าคำพูดของฮายาชิโมะจะทำให้คาเงโร่ขยับตัวเล็กน้อย นัยน์ตาสีม่วงที่ฉายแววห่อเหี่ยวตลอดเวลานับตั้งแต่เจอกับยูกุโมะนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย แน่นอนว่าทั้งยูกุโมะและฮายาชิโมะต่างก็สังเกตเห็นเช่นเดียวกัน พี่ใหญ่แห่งระดับชั้นยูกุโมะจึงเลื่อนเก้าอี้อีกตัวให้น้องสาวตัวเองนั่ง ซึ่งฮายาชิโมะก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี

ก็ลองไม่นั่งดูสิ เดี๋ยวพี่ยูกุโมะก็จะสรรหาวิธีทำให้นั่งจนได้น่ะแหละ…ฮายาชิโมะคิดพลางหันไปมองหน้าแขกผู้มาเยือนห้องนั่งเล่นของระดับชั้นยูกุโมะด้วยสีหน้านิ่ง อันที่จริงเธอรู้เหตุผลทุกอย่างของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อยู่แล้ว แต่ว่าเธอกำลังชั่งใจอยู่ว่าควรจะพูดดีมั้ย…

…ก็ตอนชิรานุยซังโกรธน่ะมันน่ากลัวจะตายไปนี่น่า…

ฮายาชิโมะนึกในใจระหว่างนั่งฟังยูกุโมะเล่าเรื่องราวคร่าวๆ (ซึ่งเธอรู้อยู่แล้วจากปากคำของชิรานุย) จนกระทั่งยูกุโมะเล่าจบแล้ว เด็กสาวผมดำจึงเอ่ยประโยคที่ทำให้คาเงโร่ถึงกับหูผึ่ง เลิกห่อเกี่ยวแล้วหันมาจ้องเธอตาเขม็งเลยทีเดียว

“ชิรานุยซังกับคุโรชิโอะซังไม่ได้คิดอะไรกันหรอกค่ะ…”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?” ยูกุโมะเลิกคิ้วถามขึ้น จะว่าไปตอนที่เธอเล่าเรื่องให้น้องสาวคนนี้ฟัง อีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีแปลกประหลาดใจเลยด้วยซ้ำ หรือไปรู้อะไรมารึเปล่านะ…เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าเธอจำไม่ผิด ฮายาชิโมะกับชิรานุยซังนี่เหมือนจะ…

“ก็…” ฮายาชิโมะเกริ่นขึ้นมา ก่อนจะเงียบไป ทำเอาคนรอฟังอยู่อย่างคาเงโร่ถึงกับร้อนใจขึ้นมาเลยทีเดียว

“ก็อะไรงั้นเหรอฮายาชิโมะซัง ถ้ารู้อะไรช่วยบอกทีนะ ขอร้องล่ะ!”

“คาเงโร่ซัง ใจเย็นค่ะใจเย็น” ยูกุโมะปรามแล้วหันไปพูดกับน้องสาวว่า “ถ้าพี่จำไม่ผิด รู้สึกว่าฮายาชิโมะกับชิรานุยซังแอบคบกันอยู่รึเปล่านะ?”

ไม่ต้องรอคำตอบที่เป็นคำพูดให้เสียเวลา ใบหน้าของฮายาชิโมะก็แดงขึ้นมาทันทีเมื่อยูกุโมะพูดจบ ในขณะที่คาเงโร่เบิกตากว้างอย่างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน แล้วเด็กสาวผู้มาเยือนก็ต้องช็อคยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นฮายาชิโมะพยักหน้า

…เดี๋ยวนะ ชิรานุยคบกับฮายาชิโมะซัง แล้วทำไม…

ฮายาชิโมะมองคาเงโร่ที่ตอนนี้ฟุ่บหน้าลงไปกับโต๊ะเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้แต่สงสาร แต่เธอก็ไม่อยากโดนชิรานุยว่าเหมือนกัน จึงตัดสินใจพูดอ้อมๆ ไปแค่ว่า

“คาเงโร่ซังลองไปถามคุโรชิโอะซังดูสิคะ…น่าจะได้คำตอบมากกว่ามาคุยกับพวกเรานะคะ…”

ไม่ต้องคิดมากให้เสียเวลา คาเงโร่เด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วพลางพูดรัวแบบที่ยูกุโมะและฮายาชิโมะก็จับใจความไม่ค่อยถูกนัก แต่ก็พอรู้ว่าจะไปแล้ว ซึ่งเมื่อยูกุโมะพยักหน้ารับคำพูดนั้น ร่างบางของคาเงโร่ก็พุ่งตัวออกจากห้องนั่งเล่นบ้านยูกุโมะแทบจะทันที ทิ้งให้สองศรีพี่น้องอยู่ด้วยกันตามลำพัง และเมื่อร่างของคาเงโร่หายลับสายตาไป ฮายาชิโมะก็เอ่ยคำถามที่คาใจขึ้นมาทันทีว่า

“ว่าแต่…พี่ยูกุโมะรู้ได้ไงกันคะ….?”

“ความลับจ้ะ”

.

คาเงโร่วิ่งกลับไปหอพักของตนเองด้วยความเร็วเต็มที่ ซึ่งจากหอพักยูกุโมะมายังหอพักคาเงโร่ก็ใช้เวลาไม่นานนัก (อย่าถามว่าทำไมระดับชั้นคาเงโร่กับยูกุโมะถึงมีหอพักแยกเป็นของตนเอง เรื่องนี้เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ก็จงไปถามผู้การตัวแสบเองเถอะนะ) ซึ่งเมื่อเธอวิ่งมาถึงหน้าหอพัก เธอก็เจอกับคู่กรณีคนแรกอย่างพอดิบพอดี

ร่างบางของเด็กสาวผมชมพูที่ยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าหอพักนั้นเรียกรอยยิ้มแยกเขี้ยวของคาเงโร่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อชิรานุยเห็นก็กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างนึกขำในใจ ก่อนจะเดินตรงมายังเด็กสาวผู้ที่ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าตัวเองโดนรวมหัวกลั่นแกล้งแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า

“คุโรชิโอะอยู่บนดาดฟ้าน่ะ ไปหาสิ”

“อ..อืม ว่าแต่เธอจะไปไหนน่ะ?” คาเงโร่รับคำอย่างงุนงงพลางถามกลับ

ชิรานุยยิ้มกว้างกว่าเดิมนิดหน่อย “ไปหาใครบางคนน่ะ”

คาเงโร่ที่ได้ยินดังนั้นก็อดเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ “น่าหมั่นไส้ซะจริง วันหลังก็อย่าลืมพามาแนะนำตัวกับทุกคนบ้างล่ะ ปล่อยให้รู้เองนี่มันตกใจนะ”

ชิรานุยไม่ตอบอะไรอีกได้แต่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนที่เด็กสาวผมชมพูจะเดินจากไป ซึ่งคาเงโร่ก็ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาอีกต่อไปว่าพักหลังมานี้ทำไมชิรานุยถึงไม่ค่อยได้อยู่ที่หอพักตอนกลางค่ำกลางคืนนัก

…คู่กรณีแรกไปแล้ว เหลือคู่กรณีอีกคนเท่านั้นแหละ…

เด็กสาวมุ่งหน้าตรงไปยังดาดฟ้าตามคำบอกเล่าของชิรานุย ระหว่างทางก็ทักทายพวกน้องๆ ที่เดินสวนไปสวนมาไปด้วย ไม่นานนักเด็กสาวก็หยุดอยู่ตรงหน้าประตูสู่ดาดฟ้าของหอพัก คาเงโร่เปิดประตูอย่างไม่รอช้า แล้วภาพของเด็กสาวผมดำที่ยืนรอเธออยู่ท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืนก็ปรากฏขึ้น

คาเงโร่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินตรงไปหาคุโรชิโอะที่ยืนยิ้มอย่างไม่รู้สึกไม่รู้สาใดๆ และในวินาทีที่เด็กสาวเดินไปประชิดตัวอีกฝ่าย สิ่งแรกที่เธอทำก็คือ…

คาเงโร่กระชากแขนของคุโรชิโอะเข้ามาหาตนเอง แรงกระชากนั้นมากจนอีกฝ่ายถึงกับแทบถลาล้มลงไปเลยทีเดียว มันเกิดขึ้นเร็วมากจนคุโรชิโอะตั้งตัวไม่ทัน และแน่นอนว่าคาเงโร่เองก็ไม่ปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไปได้ง่ายๆ เด็กสาวเอื้อมมืออีกข้างไปรั้งท้ายทอยคุโรชิโอะไว้ก่อนจะก้มลงจูบ จูบนั้นทำให้สติที่กระเจิดกระเจิงของคุโรชิโอะนั้นกระเจิงหนักกว่าเดิมเสียอีก เป็นเวลาพักใหญ่เลยทีเดียวกว่าคาเงโร่จะถอนจูบออกมา

“ท..ทำอะไรของเธอน่ะ!?” คุโรชิโอะโวยวายขึ้นหลังจากที่ได้สติกลับคืนมา เด็กสาวพยายามขืนตัวออกจากอ้อมกอดของคาเงโร่ แต่ยิ่งพยายามทำแบบนั้นมากเท่าไหร่ คาเงโร่ก็ยิ่งกอดเธอแน่นขึ้นเท่านั้น จนสุดท้ายต้องยอมแพ้ปล่อยให้อีกคนกอดตัวเธอไปแต่โดยดี

“เอาคืนคนขี้แกล้ง” คาเงโร่ตอบหน้าตาย

“ง่ะ…”

“คุโรชิโอะใจร้ายมากเลยรู้มั้ย วันๆ เอาแต่ตัวติดกับชิรานุยแบบนั้นน่ะ รู้มั้ยว่าฉันจะลงแดงตายอยู่แล้ว กี่อาทิตย์กันที่พวกเธอทำแบบนี้น่ะ ตั้งสองอาทิตย์เชียวนะ ฉันหงุดหงิดจนแทบจะเป็นบ้าแล้วนะ”

คาเงโร่งอแงใส่คุโรชิโอะไม่หยุด เรียกได้ว่าภาพลักษณ์เนมชิปของเรือพิฆาตระดับชั้นคาเงโร่พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบก็วันนี้เนี่ยล่ะ

คุโรชิโอะก็อยากจะหัวเราะนะ แต่ขืนเธอหัวเราะตอนนี้คาดว่าคืนนี้อาจจะไม่จบแค่ที่จูบเนี่ยสิ เด็กสาวผมดำจึงได้แต่หัวเราะในใจแล้วพูดกลบเกลื่อนขึ้นมาว่า “ไม่เห็นคาเงโร่จะหงุดหงิดอย่างที่พูดเลยนี่น่า”

“หงุดหงิดแบบไม่แสดงออกน่ะสิ” คาเงโร่ว่า “ว่าแต่ที่แสดงละครทั้งหมดนี่ขึ้นมาเนี่ย…คงไม่ใช่เพราะว่าอยากเห็นฉันหงุดหงิดใช่มั้ย…”

คุโรชิโอะตาโต “คาเงโร่เซนส์แม่นจัง แถมเดาออกหมดแล้วแบบนี้ฉันก็ไม่ต้องเฉลยแล้วมั้ง”

คำตอบของคุโรชิโอะเล่นเอาเด็กสาวผมน้ำตาลอมส้มถึงกับตาเหลือกขึ้นมาเลยทีเดียว สงสัยคราวหน้าคราวหลังคงต้องเชื่อลางสังหรณ์ของตัวเองเยอะๆ แล้วสินะ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องพูดแทนว่า

“แล้วใครเป็นคนคิดแผนนี้กัน…อืม ฉันว่าฉันไม่ควรจะถามเลยแฮะ มันต้องเป็นเธอแน่ๆ อยู่แล้วนี่นะ งั้นถามใหม่ คิดยังไงถึงทำแบบนี้”

คุโรชิโอะยิ้มบางก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “บอกไปคาเงโร่ก็แกล้งฉันอีกสิ เพราะฉะนั้นไม่บอกหรอกนะ”

“ถ้าไม่บอกฉันจูบนะ” คาเงโร่ขู่ แต่ดูเหมือนว่าคุโรชิโอะจะถือไพ่เหนือกว่านิดหน่อยเพราะอีกฝ่ายบลัฟสวนกับมาว่า

“ถ้าคาเงโร่กล้าจูบต่อหน้าพวกนั้นนะ” เด็กสาวผมดำเอ่ยขึ้นพลางบุ้ยใบ้ไปที่ประตูซึ่งบัดนี้ปรากฏร่างของเด็กสาวอีกร่วมสิบชีวิต แน่นอนว่าถ้าเป็นปกติคุโรชิโอะคงอายตัวม้วนไปแล้ว แต่ตอนนี้เด็กสาวต้องทำใจกล้าเพื่อเอาตัวให้รอดก่อน ในขณะที่คาเงโร่นั้นนิ่งค้างไปแล้ว

“ว่าไงล่ะคาเงโร่~~”

“ฮึ่ม…ไว้ทีหลังก็ได้…” คาเงโร่พูดเสียงเบา คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคุโรชิโอะ ก่อนมันจะสลายไปเมื่อคาเงโร่เอ่ยต่อขึ้นมาว่า “แต่กลับห้องไปเธอไม่รอดแน่ อย่าหวังว่าจะหนีได้เชียวล่ะ หึหึ”

…งานงอกแล้วพี่น้อง!!…

คุโรชิโอะกรีดร้องในใจพลางสลัดตัวให้หลุดจากการจับกุม(?)ของอีกฝ่าย ซึ่งมันไม่มีทางรอดเลยเมื่อคาเงโร่ล็อกตัวเธอแน่นแบบนี้ และยิ่งไร้ทางหนีเข้าไปใหญ่เมื่ออีกฝ่ายจับเธออุ้มพาดบ่า

“คาเงโร่ปล่อยนะ!”

“ม่าย~ปล่อย~” คาเงโร่ลากเสียงแล้วเดินออกจากดาดฟ้าไป พวกน้องๆ จรลีหนีหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ น่าจะตั้งแต่ตอนพวกเธอสังเกตเห็นล่ะมั้ง แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงก็ไม่คิดจะทำอะไรอยู่แล้วละนะ เด็กสาวคิดอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินกลับห้องตัวเองไปพลางต่อปากต่อคำกับคุโรชิโอะไปด้วย

“ปล่อยยยยย”

“ม่ายยยยยย”

เสียงของทั้งคู่ดังไปทั่วบริเวณหอพักก่อนที่มันจะเงียบหายไปหลังจากนั้นไม่นานนัก อืม คงไม่ต้องถามหรอกมั้งนะว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่….

.

Kuroshio Mode

เมื่อประมาณสามอาทิตย์ก่อน

วันนั้นเป็นวันที่เด็กสาวว่างงานอย่างถึงที่สุด แถมคาเงโร่ก็ไม่อยู่เสียด้วย เธอจึงไม่มีอะไรทำได้แต่เดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยในฐานทัพ แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจอย่างถึงที่สุดเมื่อจู่ๆ ภาพของเด็กสาวผมชมพูในชุดยูนิฟอร์มระดับชั้นคาเงโร่แบบเดียวกับเธอ ผู้ซึ่งเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธอด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง (อย่างการจีบคาเงโร่ ซึ่งผลนั้นลงเอยด้วยชัยชนะของเธอ แต่ช่างมันไปก่อนเถอะ) นั้นกำลังยืนคุยอยู่กับเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มยาวสลวยในชุดยูนิฟอร์มระดับชั้นยูกุโมะอันแสนจะชินตา

ถ้าเป็นการพูดคุยอย่างปกติ เธอก็คงจะไม่คิดอะไรมากหรอก แต่จุดที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คือรอยยิ้มของเด็กสาวผมชมพูผู้ได้ชื่อว่ายิ้มยากที่สุดในระดับชั้นคาเงโร่เนี่ยล่ะ ไหนจะบรรยากาศสีชมพูที่อบอวนไปทั่วบริเวณนี้อีก เฮ้ มันชักจะยังไงๆ แล้วนะพี่น้อง

เด็กสาวค้นพบว่าตัวเองมองคนทั้งสองตาค้างนานมาก จนกระทั่งหนึ่งในสองคนนั้นสังเกตเห็นเธอนั่นแหละ เธอถึงรู้สึกตัวตาม

…แย่แล้ว เผ่นเหอะคุโรชิโอะ…

แต่ก่อนจะได้ทำอย่างที่คิดนั้น ร่างบางของเด็กสาวผมชมพูก็พุ่งตัวมายืนขวางหน้าเธอเสียก่อน สีหน้าทะมึนกับจิตสังหารที่ถูกปล่อยออกมานั้นเล่นเอาเธอเหงื่อแตกพลั่กๆ แต่เด็กสาวก็ทำใจดีสู้เสือเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนเองแอบกลัวอยู่

“ง..ไงชิรานุย ทำไมวันนี้มาอยู่กับฮายาชิโมะได้ล่ะ” เธอถามออกไปแบบนั้น แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองกลายๆ เพราะสีหน้าของอีกฝ่ายอาการหนักกว่าเดิมเสียอีก

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ…” ชิรานุยตอบกลับมาแบบนั้น แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ทำอะไรเธอเสียทีนอกจากจ้องตาข่มขู่เท่านั้นจนเธออดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมทั้งที่ปกติถ้ามีเรื่องกันก็แทบจะซัดด้วยหมัดไปแล้ว จึงเหลือบตามองเด็กสาวอีกคนที่กำลังเดินตรงมายังพวกเธอสองคนแล้วก็ได้แต่นึกหัวเราะในใจ

…กลัวแฟนว่าล่ะสิชิรานุยเอ๊ย…

“โอเคๆ ไม่ใช่เรื่องของฉัน เดี๋ยวจะรูดซิปปิดปากให้สนิทเลยโอเคมั้ย? รับรองไม่รั่วไปถึงหูใครแน่นอน” เด็กสาวยกมือยอมแพ้พลางเอ่ยข้อเสนอที่จะทำให้ตัวเธอเผ่นหนีออกจากที่แห่งนี้ได้เร็วขึ้น ข้อเสนอดังกล่าวนั้นได้ทำให้สีหน้าทะมึนกับจิตสังหารของชิรานุยจางหายไปบางส่วน แต่ก็มากพอที่จะทำให้เธอหายใจได้โล่งคอบ้างละนะ

“สาบานว่าจริง?”

“สาบานเลยเอ้า แหม่ ชิรานุยนี่น้า กลัวคนอื่นเค้ารู้เรื่อง….แว๊ก ไม่พูดแล้วๆ ข..ขอตัวล่ะ” เธอร้องลั่นเมื่อจู่ๆ ชิรานุยก็ชักมีดที่ซ่อนไว้ขึ้นมา เด็กสาวจึงตัดสินใจใส่เกียร์หมาเผ่นออกจากบริเวณดังกล่าวทันที ก่อนที่จะได้แผลกลับบ้านสองสามแผล เธอยังไม่อยากตอบคำถามคาเงโร่เรื่องนี้หรอกนะวันนี้น่ะ

.

หลังจากนั้นไม่นานนัก

“คิดยังไงถึงมาขอให้ฉันช่วยกัน…” ชิรานุยเบ้ปากเมื่อได้ยินคำขอของเธอซึ่งเป็นคำขอบ้าๆ อย่างการแกล้งแสดงละครเพื่อยั่วให้คาเงโร่แสดงออกว่าหึงบ้างอะไรแบบนั้น มันเป็นแผนการที่เธอฉุดนึกขึ้นมาได้นานแล้ว แต่ไม่รู้จะทำยังไงให้มันเป็นรูปเป็นร่างดีจนกระทั่งนึกถึงชิรานุยขึ้นมาได้

“ก็หาคนที่เหมาะสมไปกว่าเธอไม่ได้แล้วนี่น่า” เด็กสาวยักไหล่ ก่อนจะบลัฟด้วยคำพูดที่เธอรู้ดีว่าเมื่อพูดแล้วอีกฝ่ายจะต้องยอมทำตามที่เธอขออย่างแน่นอนว่า “ถ้าไม่ช่วย ฉันจะบอกทุกคนเรื่องฮายาชิโมะ”

ชิรานุยนิ่งไปสักพัก ก่อนจะแค่นยิ้มออกมา “หึ…ก็ได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ…”

“ขอบคุณน่อ”

Kuroshio Mode End

.

ของแถม

เสียงเคาะหน้าต่างที่ดังขึ้นทำให้เด็กสาวผมดำที่นั่งอยู่ในห้องนอนคนเดียวหันไปมองเล็กน้อย ก่อนจะได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินไปเปิดหน้าต่างให้เด็กสาวผมชมพูเข้ามาในห้องแต่โดยดี

“เอาอีกแล้วนะคะ…” ฮายาชิโมะเอ่ยขึ้นพลางมองแฟนสาวที่ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยสายตาอ่อนใจ เธอบอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเวลาจะมาหาให้ไปหลังหอพัก เดี๋ยวเธอเดินไปเปิดให้ คนตรงหน้าเธอเคยฟังซะที่ไหนกันล่ะ ปีนหน้าต่างขึ้นมาหาตลอดตั้งแต่ก่อนคบกันเสียอีก

“ก็มันสะดวกกว่านี่น่า แถมไม่มีใครเห็นด้วย” ชิรานุยว่าพลางยิ้มให้อีกคนอย่างอ่อนโยน เล่นเอาฮายาชิโมะหน้าแดงเพราะไม่ชินกับรอยยิ้มอีกคนเสียที

“เห็นไม่เห็นก็ไม่ต่างกันแล้วล่ะค่ะ พี่ยูกุโมะรู้เรื่องแล้ว คาเงโร่ซังก็รู้เรื่องแล้ว อีกไม่นานข่าวมันคงแพร่ไปไกลแน่ๆ เลยค่ะ…”

ฮายาชิโมะแจงเสียงเรียบ ก่อนจะต้องเลิกคิ้วเมื่อชิรานุยพูดขึ้นมาว่า “มิน่าล่ะคาเงโร่ถึงพูดแบบนั้น วันนี้คาเงโร่มาหอพักยูกุโมะงั้นเหรอ?”

“ค่ะ มาหาพี่ยูกุโมะ ท่าทางไม่ดีเลย คุโรชิโอะซังจะเลิกแกล้งรึยังน่ะค่ะ ฉันสงสารคาเงโร่ซัง…” ฮายาชิโมะพูดพลางเดินไปนั่งข้างๆ ชิรานุยที่ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนอนเธอเมื่อตะกี้

“เลิกแล้วล่ะ ตอนนี้คงกำลังง้องอนกันอยู่ล่ะมั้ง” แล้วดูเหมือนว่าคืนนี้คุโรชิโอะคงจะไม่รอด คาเงโร่ดูอาการหนักมากด้วยสิ ชิรานุยต่อประโยคหลังในใจ

“งั้นแบบนี้ชิรานุยซังก็ไม่ต้องแกล้งเล่นตามน้ำเหมือนกันแล้วสินะคะ”

“อืม ก็ตามนั้นล่ะ” ชิรานุยพยักหน้า “เสียงเธอฟังดูดีใจนะฮายาชิโมะ จริงๆ แล้วไม่พอใจที่ฉันต้องทำแบบนี้รึเปล่า?”

ฮายาชิโมะส่ายหน้าอย่างร้อนตัว “เปล่าซะหน่อยค่ะ ไม่ได้คิดแบบนั้นเลยนะคะ…”

“แต่เสียงเธอมันฟ้องนะฮายาชิโมะ”

“อึก…”

ชิรานุยหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นฮายาชิโมะสะอึก เรื่องต้อนคนให้จนมุมเนี่ยงานถนัดเธอเลยนะ เด็กสาวตรงหน้าสู้เธอไม่ได้หรอก เด็กสาวผมชมพูโคลงหัวตัวเองเล็กน้อยก่อนจะขยับตัวเข้าไปกอดเด็กสาวผู้มีสถานะเป็นแฟนของเธอเอง

“ชิรานุยซังคนบ้า…” ฮายาชิโมะพึมพำเสียงเบา แต่ต่อให้เบาขนาดไหนก็ไม่มีทางรอดพ้นประสาทหูที่โคตรดีของชิรานุยไปได้หรอก

“อืม บ้าก็รักเธอนะ”

“เสี่ยวจังเลยนะคะ…”

“เฉพาะกับเธอเท่านั้นแหละ” ชิรานุยหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยสัพเพเหระอย่างปกติเหมือนอย่างทุกวันที่ผ่านมา แล้วเสียงพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะอย่างแผ่วเบาก็ดังขึ้นมาเป็นระยะๆ เหมือนอย่างเช่นทุกค่ำคืนที่ผ่านมา แต่เด็กสาวทั้งสองต้องไม่รู้แน่ๆ ว่านับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ทั้งคู่จะไม่ต้องปิดบังเรื่องสถานะการคบอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป

จบ….

—————————

นึกชื่อเรื่องไม่ออก….ปล่อยไว้ก่อนล่ะกัน

Kancolle FanFic : [Kagerou x Kuroshio feat. Shiranui x Hayashimo]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s