Project Oririn : Miracle Diary [ตอนที่ 1]

คนเขียนค้นพบว่าการเขียนเจ้าเด็กบ้าคนนี้มันสนุกจริงๆนะ😄

——————————-

ตอนนี้ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านคงเดาออกแล้วว่าคำถามของผมมันมีที่มายังไง แน่นอนล่ะว่าสมองขี้เลื่อยของผมน่ะไม่มีปัญญาไปคิดคำถามแปลกๆ ที่ฟังแล้วต้องขมวดคิ้วได้หรอกนะ

ก่อนหน้านี้คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหมด เรื่องราวระหว่างผมกับเด็กสาวคนนั้น เด็กสาวที่ผมมารู้ชื่อของเธอในภายหลังว่า ‘ออริริน’ แต่ผมคงพูดอะไรเกี่ยวกับเธอคนนี้มากนักไม่ได้หรอกนะ เพราะว่าผมเองก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกันนี่สิ…อย่าๆ อย่ามองบันทึกผมด้วยสายตาแบบว่าตัวเองไม่น่ามาอ่านบันทึกเล่มนี้เลยจริงๆ

เอาล่ะ พล่ามมามากพอแล้ว เรามาเข้าเรื่องกันต่อเลยดีกว่า อืม เอาเป็นวันคริสต์มาสเลยก็แล้วกัน เพราะเหตุการณ์ในวันนี้มันน่าตื่นตกใจยิ่งกว่าวันเกิดของผมซะอีก…

++++++++++++++++++++++

…วันนี้ผมตื่นสาย…

ทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ผมมักจะทำอยู่เสมอคือการเหลือบมองเข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกาแขวนกลางห้องพัก แล้วผมก็ต้องเด้งตัวลุกจากเตียงนอนทันทีเมื่อเห็นว่าเข็มทั้งสองมันกำลังชี้ไปที่เลขสิบสองทั้งคู่…

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าวันนี้ผมต้องกินทั้งข้าวเช้าและข้าวเที่ยงพร้อมกันเป็นมื้อเดียวอย่างแน่นอน และผมต้องเสียเวลาไปกับการหาร้านอาหารมากขึ้นไปอีก เมื่อโรงอาหารประจำหอพักนักกีฬาแห่งนี้ปิดเนื่องในวันคริสต์มาสเสียด้วย

ผมไม่ใช่คนชอบตื่นสาย แน่ล่ะ ก็ผมเป็นนักกีฬาโรงเรียนนี่ แทบทุกวันผมจะต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาวอร์มอัพและฝึกซ้อมร่วมกับทุกคนก่อนจะไปเข้าเรียนตอนแปดโมงครึ่ง และแทบทุกครั้งที่ผมเข้าเรียน ผมมักจะหลับในคาบอยู่เสมอ…

ช่วยไม่ได้ ก็ผมไม่ชอบวิชาการนี่ แค่เข้าเรียนและสอบให้ผ่านเกณฑ์ก็พอแล้วสำหรับผม และแน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้พ่อผู้ให้กำเนิดผมทำหน้าเข้มทุกครั้งที่เห็นใบเกรดของผม แต่สุดท้ายท่านก็ไม่ว่าอะไรผมอยู่ดีจนผมเลิกแปลกใจมานานแล้ว…บางทีผมควรจะหยุดพล่ามเรื่องพวกนี้แล้วไปหาอะไรกินได้แล้ว…

หลังจากที่ผมคว้าเป้คู่ใจและออกจากห้องพักเพื่อเตรียมไปหาอะไรใส่ท้องนั้น บุคคลที่ผมไม่คาดคิดว่าเขาจะโผล่มาหาผมในวันคริสต์มาสแบบนี้ก็ปรากฎตัวขึ้น

“ทำไมเมื่อวานไม่กลับบ้าน?”

พนันได้เลยว่าตอนนี้ใบหน้าของผมต้องเต็มไปด้วยความงุนงงไม่ก็ประหลาดใจสุดๆ แน่ๆ ผมสูดลมหายใจเต็มปอด แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงยียวนปนประชดที่ผมเองก็ไม่ค่อยอยากจะทำสักเท่าไหร่ แต่ก็ช่วยไม่ได้ พูดไปแล้วนี่น่า

“นี่มาตามผมถึงหอพักเลยงั้นเหรอครับพ่อ?”

สีหน้าเรียบนิ่งของพ่อไม่เปลี่ยนไปสักนิดหลังจากที่ได้ยินคำถามของผม อันที่จริงแล้วตั้งแต่ผมจำความได้ผมก็ไม่เคยเห็นสีหน้าของพ่อไปมากกว่าที่เห็นอยู่เลยสักนิด ผมเคยทำคะแนนร่วงสุดๆชนิดที่ว่าผู้ใหญ่ในบ้านพากันส่ายหน้ามาแล้ว แต่ทันทีที่พ่อผมเห็น ก็นั่นแหละ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ดี…

“ประมาณนั้น แล้วนั่นแกจะไปไหน?”

ผมเลิกคิ้วกับคำตอบของพ่อ แล้วแกล้งตอบกลับแบบกวนประสาทกว่าเดิมเสียอีกว่า “ผมจะไปไหนมันก็เรื่องของผมไม่ใช่เหรอครับ?”

อีกครั้งที่ความพยายามของผมไร้ความหมาย พ่อผมยังคงหน้านิ่งยิ่งกว่ารูปปั้นโบราณเหมือนเดิม ก่อนที่ท่านจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ผมเบิกตากว้างสุดๆ ว่า

“แกยังไม่ได้กินข้าวสินะ งั้นก็ไปกินกัน แบบสองพ่อลูกน่ะ”

สิ้นคำพูดนั้น พ่อผมก็หันตัวกลับแล้วเดินนำหน้าทันที ทิ้งให้ผมยืนบื้อเรียบเรียงความหมายของประโยคดังกล่าวอยู่เกือบนาที ก่อนที่ผมจะได้แต่เบ้ปากแล้วเดินตามท่านไปแต่โดยดี

…แต่นานๆ ทีกินข้าวฟรีก็ดีเหมือนกัน…

.

…พ่อผมพูดคำไหนคำนั้นจริงๆ ถึงแม้ว่าการกินข้าวที่ท่านว่าจะเป็นการกินข้าวในภัตตาคารหรูระดับห้าดาวก็ตามเถอะ…

ผมนั่งกินสเต็กอย่างผู้ดีเงียบๆ ในขณะที่พ่อผมจิบกาแฟพลางอ่านหนังสือพิมพ์ไปพลาง แน่นอนว่าในห้องไม่มีใครอยู่เลยนอกจากพวกผมสองพ่อลูก และแน่นอนว่าถึงผมจะหิวโซมากแค่ไหนก็ตาม ผมก็ไม่กล้ากินข้าวแบบปกติต่อหน้าพ่อแน่นอน

ถามว่าแบบปกติเป็นยังไงน่ะเหรอ? ก็สวาปามข้าวเข้าท้องยังไงล่ะ เวลาของผมมันไม่เยอะขนาดนั่งกินข้าวเรื่อยเปื่อยอย่างชาวบ้านเค้าหรอกนะ

หลังจากที่บริกรยกจานสเต็กซึ่งหมดเกลี้ยงเรียบร้อยของผมออกไปแล้วนั้น ผมจึงตัดสินใจถามสิ่งที่คาใจที่สุดเลยทันที และคำถามแรกของผมก็คือ…

“พ่อรู้ได้ยังไงว่าผมยังไม่ได้กินข้าว?”

“โรงอาหารหอพักแกปิด แล้วแกยังจะออกไปข้างนอกอีก แค่นั้นฉันก็เดาได้แล้วว่าแกยังไม่ได้กินอะไร”

พ่อผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สื่ออารมณ์ใดๆ อันที่จริงถ้าไม่นับเรื่องหน้าตายด้าน ไม่แสดงอารมณ์เลยของพ่อผม ท่านก็นับว่าเป็นคนที่เก่งมากคนหนึ่ง ทว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนที่ท่านลงสนามทำงานนี่ท่านยังคงตีหน้าตายแบบนี้อยู่รึเปล่านะ…

“แล้วมีอะไรถึงมาหาผมล่ะครับ จำได้ว่าคริสต์มาสอีฟปีก่อนผมก็ไม่ได้กลับบ้านนี่น่า ไม่เห็นจะมาตามเลยสักนิด”

ผมถามพลางรับแก้วน้ำชาจากบริกรชายคนเดิมที่ยกเข้ามาเสิร์ฟ ชาร้อนๆที่ผมจิบเข้าไปนั้นทำให้ผมอดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ได้พบกับเด็กสาวคนนั้นไม่ได้ บรรยากาศตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยนี่สิ…

“เมื่อวานวันเกิดแก ฉันเลยว่าจะให้ของขวัญวันเกิดซะหน่อย…”

“นี่ยังจำได้ด้วยเหรอครับว่าเมื่อวานวันเกิดผม” ผมถามกลับด้วยเสียงขำขัน แต่แน่นอนว่าผมไม่ขำตามน้ำเสียงหรอกนะ

“ธรรมเนียมของตระกูล อายุครบสิบเจ็ดต้องให้บันทึกประจำตัว แต่ฉันคิดว่าแกคงไม่อยากได้ ฉันเลยอยากจะถามแกว่าแกอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิด?”

พ่ออธิบายไปเรื่อยคล้ายกับท่านกำลังอธิบายให้นักศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ฟังอยู่ยังไงยังงั้นแหละ อ๋อ นี่ผมคงยังไม่ได้บอกสินะว่าพ่อผมเป็นนักโบราณคดีชื่อดังน่ะ ดังนั้นท่านเลยไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก เพราะต้องออกไปทำงานภาคสนามเรื่อยๆ นั่นแหละ บางทีก็รับคำเชิญของมหาวิทยาลัยไปสอนนักศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ด้วย แต่ก็นะ เรื่องพวกนี้มันไม่เกี่ยวกับผมนี่น่า…

“อายุสิบเจ็ดนี่ให้บันทึกงั้นเหรอเนี่ย…ไม่รู้มาก่อนเลยแฮะ” ผมพูด ก่อนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

…เมื่อวานผมได้รับบันทึกเล่มนึงมานี่น่า…

“ฉันบอกให้แกศึกษาประวัติศาสตร์ของตระกูล แกก็ไม่คิดจะศึกษาเองนี่…” พ่อผมพูดด้วยน้ำเสียงปลงตก บางทีท่านอาจจะเริ่มเหนื่อยใจที่มีลูกชายอย่างผมแล้วก็ได้

“เรื่องของผมน่า ว่าแต่ไม่ต้องให้บันทึกกับผมหรอก เพราะผมเพิ่งได้มาเล่มนึงเหมือนกัน ได้มาเมื่อวานพอดีเลยด้วย”

ผมพูดพลางโบกบันทึกสีทองที่เพิ่งได้รับมาเป็นของขวัญวันเกิด(ผมคิดว่านะ)โชว์ให้พ่อเห็น แต่ทันทีที่ท่านเห็น สีหน้าตื่นตะลึงที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นบนใบหน้าของท่านก็ปรากฎขึ้น ก่อนที่พ่อผมจะถามด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับสีหน้าของท่านว่า

“แกไปได้บันทึกเล่มนี้มาจากไหน?”

——————————-

ช่วงนี้ไฟท์ ถถถถถถถ

Project Oririn : Miracle Diary [ตอนที่ 1]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s