Project Oririn : Miracle Diary [บทนำ]

ออริเรื่องแรกที่ตั้งใจเขียนเลยล่ะมั้ง 555 โปรเจ็คออริรินครัฟ ขอฝากลูกชายสุดเพี้ยนคนนี้ด้วยครับผม!

——————————-

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตากับปาฏิหาริย์รึเปล่า?

อะไรนะ ถามอะไรแปลกๆ? ไม่เอาน่า คำถามของผมฟังแล้วตอบง่ายจะตายไป ก็แค่ตอบว่าเชื่อหรือไม่เชื่อก็เท่านั้นเอง ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณก็แค่ปิดบันทึกเล่มนี้แล้วไปทำอะไรที่มันดูเข้าท่ากับชีวิตของคุณมากกว่าจะมานั่งอ่านเรื่องที่ผมจะพล่ามต่อไปนี้ซะเถอะ

แต่ถ้าคุณเชื่อล่ะก็…ช่วยจำไว้ด้วยล่ะว่าเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้น่ะ มันแปลกพิสดารซะจนคุณอาจจะว่าผมมันบ้าด้วยซ้ำ เรื่องแบบนี้มันจะไปเกิดขึ้นได้ยังไงกัน เชื่อเถอะว่ามันต้องมีประโยคเมื่อกี้ลอยขึ้นมาในหัวคุณแน่นอน แต่ใครสนกันล่ะ ก็ในเมื่อเรื่องทั้งหมดนี้น่ะ..มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผมนี่น่า…

รู้สึกจะเขียนอะไรเพี้ยนๆ ลงไปซะแล้วสิ แถมคุณผู้อ่าน(ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบันทึกบ้าๆเล่มนี้จะมีใครมาอ่านรึเปล่านะ)จะเบื่อซะก่อน งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า เอาเป็นตอนไหนดีล่ะ อืม…จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก็แล้วกัน วันคริสต์มาสอีฟ วันเกิดปีที่ 17 ของผมน่ะ

++++++++++++++++++++++

ตั้งแต่เกิดมาบนโลกใบนี้ ผมค้นพบว่าตัวเองเกลียดสามเรื่อง เรื่องแรกก็คือชื่อและนามสกุลของผมเอง…

ชื่อของผมคือเฟียร์ แฟนทาสติส…ชื่อแปลกดีใช่มั้ยล่ะ ไม่ต้องทำหน้าแปลกใจหรอกน่า ก็เฟียร์ที่แปลว่า “ความกลัว” คำนั้นน่ะแหละ ผมล่ะไม่เข้าใจพ่อซะจริงๆ ว่าคิดอะไรอยู่ถึงตั้งชื่อลูกชายตัวเองแบบนี้ แต่อันที่จริงผมก็ไม่เคยเข้าใจพ่ออยู่แล้วนี่น่า…

ส่วนนามสกุล…ให้ตายเถอะ ผมล่ะอยากจะถามบรรพบุรุษที่เป็นคนคิดนามสกุลเพี้ยนๆ นี้เหลือเกินว่าคิดมาได้ไงเนี่ย!? แต่จะมาบ่นโวยวายเรื่องนามสกุลตอนนี้มันก็คงไม่ทันแล้วล่ะนะ ก็ใครใช้ให้ผมเกิดมาในตระกูลเพี้ยนหลุดโลกแบบนี้กันล่ะ…

ตระกูลแฟนทาสติสของผมเป็นตระกูลที่ได้ชื่อว่าตระกูลเพี้ยนของเมือง อันเนื่องมาจากสีผมของบรรดาสมาชิกในตระกูลนับตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษที่เป็นสีดำตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง(คนในเมืองนี้ส่วนใหญ่มีผมสีน้ำตาลไม่ก็สีทองทั้งนั้น) แต่ถ้าไม่นับเรื่องสีผมแล้วล่ะก็…ตระกูลผมก็ถือได้ว่าเป็นตระกูลเก่าแก่ของเมืองล่ะนะ รู้สึกจะอยู่มาตั้งแต่ก่อตั้งเมืองแห่งนี้เลยล่ะ…

ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมตระกูลผมถึงยืนยงคงกระพันยันศตวรรษนี้ได้นี่…อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ และไม่คิดจะใส่ใจด้วย ก็ผมไม่ได้อยากจะเป็นนักประวัติศาสตร์อะไรพวกนั้นนี่น่า ทำไมผมจะต้องมาสนใจเรื่องพรรค์นี้ด้วยล่ะ

เรื่องที่สองที่ผมเกลียดคือวิชาการ…

อย่างที่บอกไปข้างต้น ตระกูลของผมเป็นตระกูลเพี้ยน นอกจากสีผมแล้วยังมีนิสัยเสียอย่างหนึ่งที่แก้ไม่หาย(ซึ่งไม่รวมผม)นั่นก็คือหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องที่ตัวเองชอบ และเรื่องที่สมาชิกในตระกูลแทบทุกคน(ยกเว้นผม)ชอบมากที่สุดก็คือวิชาการ ด้วยเหตุนี้นั่นเองที่ทำให้ตระกูลแฟนทาสติสได้ฉายาอีกอย่างว่าตระกูลผลิตนักวิชาการชื่อดังของโลกใบนี้

แต่ถ้าอยากรู้ว่าทำไมผมถึงไม่ชอบวิชาการอย่างคนอื่นในตระกูลน่ะเหรอ คำตอบมันง่ายมากเลยล่ะ เพราะผมเกลียดมันยังไงล่ะ…

ห้ามพูดว่าคำตอบมันฟังดูกำปั้นทุบดินนะ! ถ้าคุณลองได้มาใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลที่เต็มไปด้วยคนบ้าวิชาการสักสิบหกปีล่ะก็..คุณต้องพูดแบบเดียวกับผมนั่นแหละ

ตั้งแต่จำความได้ผมค้นพบว่าตัวเองไม่มีความสนใจเรื่องพวกนี้เลยสักนิด ในขณะที่ลูกพี่ลูกน้องรุ่นราวคราวเดียวกับผมทุกคนนั่งอ่านหนังสือวิชาการเล่มหนาปึกในห้องสมุดของตระกูลไม่ก็ทำการทดลองอะไรสักอย่าง ผมกลับเอาเวลาทั้งหมดในชีวิตไปเล่นบาสเก็ตบอลแทน ซึ่งผมก็ดันทำได้ดีจนกลายเป็นนักกีฬาโรงเรียนเลยล่ะ แต่ทว่าวิชาการนั้นกลับไม่เอาอ่าวจนหลายคนด่าผมว่าตัวประหลาดของตระกูลซะงั้น

…มันใช่ความผิดของผมมั้ยเนี่ย…

พูดไปสองอย่างแล้วสินะ งั้นพูดเรื่องสุดท้ายที่ผมเกลียดที่สุดก็แล้วกัน นั่นก็คือ…วันเกิดของผมเอง…

วันเกิดของผมคือวันที่ 24 ธันวาคม วันคริสต์มาสอีฟนั่นเอง เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของตระกูลผมที่ไม่ว่าใครจะอยู่ที่ไหน ไปทำงานต่างประเทศหรือติดธุระมากแค่ไหน ทุกคนจะต้องมารวมตัวกันเพื่อฉลองวันหยุดที่หาได้ยากยิ่งนั่นเอง จะถามว่าทำไมผมถึงเกลียดน่ะเหรอ…มันก็เพราะว่า…

“เฮ้ เฟียร์!”

เสียงของเพื่อนรักของผมดังขึ้น ทำให้ตัวผมที่กำลังนั่งเขียนบันทึกที่เพิ่งจะได้มานั้นต้องหันกลับไปมองอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้

“มีอะไร?”

“ไม่กลับบ้านเหรอ? วันนี้บ้านแกนัดรวมตัวกันไม่ใช่เรอะ?” เพื่อนรักของผมถาม

และคำถามนั้นเองที่ทำให้ตัวผมอดหันไปมองนาฬิกาแขวนกลางห้องพักนักกีฬาของโรงเรียนไม่ได้ หกโมงเย็นแล้วเหรอเนี่ย.. ผมกลอกตาไปมาเล็กน้อย ก่อนจะได้แต่ยักไหล่แล้วตอบคำถามนั้นไปแค่ว่า

“กลับหรือไม่กลับก็เหมือนกัน ไม่มีใครสนใจฉันหรอก”

ใช่…ไม่มีใครสนใจตัวประหลาดอย่างผมอยู่แล้ว คนที่ไม่เหมือนคนในตระกูลแฟนทาสติสอย่างผมไม่มีค่าพอจะให้คนในตระกูลนั้นหันมาสนใจอยู่แล้ว…

และดูเหมือนว่าเพื่อนรักของผมจะสังเกตสีหน้าของผมออก มันเลยไม่คิดจะใส่ใจถามอะไรผมอีกแถมเดินออกจากห้องไปเลยด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะมันรีบร้อนอยากจะกลับบ้านล่ะมั้ง แล้วก็รู้ซึ้งถึงนิสัยดื้อรั้นของผมดีด้วยล่ะนะ

พูดถึงนิสัยดื้อรั้น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งนิสัยที่ผมได้รับมาจากสายเลือดล่ะนะ คนในตระกูลผมทุกคนมีนิสัยนี้กันหมด เพราะแบบนี้ไงเล่าผู้คนถึงได้ชอบพูดกันว่าเป็นตระกูลเพี้ยน นิสัยประหลาดๆ แบบนี้ใครมันจะอยากไปรู้จักกันล่ะ…

ผมหันกลับมาสนใจบันทึกเล่มสีทองบนโต๊ะต่อหลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเพื่อนรักผู้รีบร้อนอยากจะใช้ชีวิตวันหยุดกับครอบครัวเต็มแก่ เอ ผมเขียนไปถึงไหนแล้วเนี่ย…อ๋อ วันเกิดของผมเองสินะ…

จริงสิ คงต้องเล่าด้วยสินะว่าผมได้บันทึกเล่มนี้มาจากไหน ความจริงแล้วผมเพิ่งได้มันมาเมื่อเช้าเองล่ะ เรียกว่าของขวัญวันเกิดชิ้นแรกของปีนี้เลยก็ว่าได้…

เช้าวันคริสต์มาสอีฟเป็นเช้าวันที่สดใสมากวันนึง แดดอ่อนๆ กับลมเย็นๆ ที่พัดมาโดนร่างของผมนั้นมันทำให้ผมรู้สึกอยากได้ชาสักแก้วมาดื่มซะจริงๆ สาเหตุที่ผมสามารถมาเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ในเมืองได้ก็เป็นเพราะว่าวันนี้เป็นวันหยุด แน่นอนล่ะ ไม่มีใครบ้าจี้อยู่ซ้อมในวันคริสต์มาสอีฟหรอกนะ เกือบทุกคนในทีมต่างพากันกลับบ้านทั้งนั้น อาจจะยกเว้นผมกับเพื่อนในทีมอีกสองสามคนที่ไม่ค่อยอยากจะกลับบ้านสักเท่าไหร่

ในระหว่างที่ผมกำลังเดินเล่นอยู่นั่นเอง ผมก็ได้เจอกับเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับผมคนนึง เด็กสาวปริศนาที่ผมรู้สึกเหมือนรู้จักกับเธอมานานแสนนานคนนั้นน่ะ…

“พวกเราเคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า?”

นี่คือคำถามแรกที่ผมถามอีกฝ่ายไป พอพูดออกไปแล้วผมแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองเสียเหลือเกิน แต่ดูเหมือนว่านอกจากอีกฝ่ายจะไม่ตอบกลับมาในทันทีแล้ว เธอยังหัวเราะเสียด้วยสิ

“นั่นสินะ พวกเราเคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่านะ?”

“นี่ย้อนเหรอ?”

“เธอคิดยังไงก็แบบนั้นนั่นแหละ”

โอเค ตอนนี้ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าตัวเองไม่สมควรจะไปต่อปากต่อคำกับเด็กสาวที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อคนนี้ ผมจึงไม่พูดอะไรออกไปอีก แถมยังยืนนิ่งผิดวิสัยจนกระทั่งอีกฝ่ายชวนไปร้านน้ำชาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกผมสองคนยืนอยู่ ซึ่งผมที่นึกครึ้มอยากดื่มชาอยู่แล้วเลยไม่ปฏิเสธคำชวนของอีกฝ่าย

“เธออยากกินชางั้นเหรอ?”

ผมถามออกไปหลังจากที่นั่งลงตรงโต๊ะกลางร้านพร้อมชาร้อนๆที่เดินไปสั่งมาเรียบร้อย ในขณะที่อีกฝ่ายกลับไม่สั่งอะไรเลยแถมยังนั่งจ้องผมด้วยแววตาขำขันเล็กน้อย ก่อนที่คนตรงหน้าผมจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ผมสามารถสำลักน้ำชาได้เลยทีเดียว เป็นโชคดีของผมที่ไม่ได้ดื่มรวดเดียว แต่แค่จิบเท่านั้น

“ฉันคิดว่าคนที่อยากกินคือเธอมากกว่านะ”

“เธอรู้ได้ยังไงกันน่ะ?”

“นั่นสินะ”

…ไร้คำตอบอีกแล้ว…

ผมถอนหายใจดังเฮือกก่อนจะจิบน้ำชาในแก้วไปเรื่อยๆ ไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างพวกเราอีก จนกระทั่งเด็กสาวตรงหน้าผมยื่นอะไรบางอย่างมาให้ผม

อะไรบางอย่างที่ว่านั้นคือบันทึกสีทองเล่มขนาดสมุดโรงเรียน แต่หนาพอๆ กับนวนิยายแฟนตาซีเล่มนึง ผมรับบันทึกมามองด้วยความฉงนใจ แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมามีเพียงแค่รอยยิ้มลึกลับที่เลือนหายไปราวกับว่าไม่เคยมีเด็กสาวคนนั้นอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน และคำพูดสุดท้ายที่ผมเชื่อว่าผมคงจะจดจำมันไปได้ตลอดทั้งชีวิตของผมเอง

“เชื่อเรื่องโชคชะตากับปาฏิหาริย์รึเปล่า?”

——————————-

จบ….สี่หน้าเกือบห้าหน้าได้ ถถถถ

Project Oririn : Miracle Diary [บทนำ]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s