Maple Story Cartoon : การ์ตูนเวียน(ที่กลายเป็นฟิค)ตอนจบ Part 1

ฟิคนี้เป็นส่วนหนึ่งของการ์ตูนเวียนรับน้องเมื่อสามปีก่อน…ส่วนตอนก่อนๆน่ะเหรอ….มันหายไปกับบอร์ดเก่าแล้ว TwT (ลืมเก็บไว้)

———————————-

โอเค ก่อนจะเข้าเนื้อเรื่องตอนจบกันพวกเรามาย้อนความหลัง(สมัยพระเจ้าเหารุ่นที่ยี่สิบสี่)กันก่อนเลยแล้วกันนะ…หือ? ย้อนความหลังก่อนทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าเรื่องนี้มันถูกดองตั้งเกือบสามปีแล้วน่ะสิ(แถมการ์ตูนก็หายไปกับบอร์ดเก่าแล้วด้วย) ขืนไม่เล่าเรื่องก่อนมีหวังทุกคนได้งงเป็นไก่ตาแตกกันพอดี อ๋อ ส่วนคนเล่าเรื่องในตอนนี้ก็คือผู้จัดการ์ตูนเวียนเรื่องนี้มา ซึ่ง…มันลืมทำตอนจบไว้(พูดง่ายๆก็คือดองนั่นเอง) แต่อย่าไปสนใจเรื่องนั้นเลยนะ เอาล่ะ พวกเรามาย้อนความหลังกันเลยดีกว่า….สาม สอง หนึ่ง เริ่ม!

กาลครั้งหนึ่งเมื่อสองสามปีก่อน(ล่ะมั้ง) ได้มีเด็กใหม่สามคนเข้ามายังชมรมการ์ตูนฉบับเมเปิ้ลแห่งนี้ ซึ่ง..แรกๆมันก็ไม่มีอะไรหรอก จนกระทั่ง Comic Demon ปรากฎตัวขึ้นมา Comic Demon คือไผ? มันก็คือบอสลับประจำคอนโดที่เหล่าสมาชิกชมรมแห่งนี้พักอาศัยกันอยู่ยังไงล่ะ มันเคยถูกเหล่าสมาชิกรุ่นเก่า(โคตรๆ)ปิดผนึกไปเมื่อนานมาแล้ว แต่แล้วมันก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งและมีสมุนข้างกายทั้งหมดแปดตัวซึ่งสิงอยู่ในแขนทั้งแปดข้างนั่นเอง และหลังจากนั้นไม่นาน สมุนทั้งแปดของมันก็ออกปฏิบัติการไล่ล่าสมาชิกในชมรมเป็นที่สนุกสนาน(เรอะ!) อืม…ชักขี้เกียจเล่าแล้วอ่ะ…เอาเป็นว่าตอนนี้เหล่าสมาชิกในชมรมทุกคนกำลังออกไล่ล่า Comic Demon ก็แล้วกันนะ และต่อจากนี้ไป…นี่คือตอนจบของการ์ตูนเวียนที่ถูกดองตอนจบมาชาติกว่า กำลังจะเริ่ม ณ บัดนี้!

.

ตึก ตึก ตึก

“ใช่ทางนี้แน่นะ?” เด็กสาวผมแดงที่เดินอยู่หลังสุดของขบวนถามขึ้น ตอนนี้เธอและบรรดาสมาชิกในชมรมประมาณห้าหกคนกำลังเดินอยู่ในดันเจี้ยนใต้ดินซึ่งเคยถูกปิดตายมาก่อนโดยสมาชิกรุ่นเก่ามาก แต่ตอนนี้มันได้ถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้งอันเนื่องมาจากการตื่นขึ้นมาอีกครั้งของ Comic Demon นั่นเอง

“ฉันคิดว่าไม่ผิดนะ จากความทรงจำน่ะ..” เด็กหนุ่มผมดำผู้ซึ่งเดินนำหน้าทุกคนตอบกลับมา นัยน์ตาสีฟ้าเพ่งมองไปยังทางข้างหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความมืดมิด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

จากความทรงจำเรอะ…จะเชื่อได้มั้ยฟร่ะเนี่ย ทุกคนในขบวนคิดอย่างเครียดๆ แต่เนื่องจากพวกตนก็ไม่เคยลงมาดันเจี้ยนลับแห่งนี้ จึงทำได้แค่เดินตามเด็กหนุ่มผมดำซึ่งเป็นเพียงคนเดียวในชมรม ณ ตอนนี้ที่เคยลงมายังดันเจี้ยนมาก่อน

“จะว่าไป…เอสกับไอซ์หายไปไหนแล้วล่ะ?” เด็กสาวเจ้าของเรือนผมทรงทวินเทลสีดำถามขึ้น ก่อนที่เด็กสาวผู้มีดวงตาเพียงข้างเดียวอดตอบคำถามไม่ได้เนื่องจากไม่มีใครตอบเลยว่า

“เจ้าสองพี่น้องนั่น…ดูเหมือนจะแยกไปอีกทางหนึ่งน่ะ…แถมไม่ยอมบอกด้วยว่าไปไหน”

“คงจะเป็นทางลงอีกทางที่อยู่ตรงห้องของเจ้าเอสมันน่ะ ฟาร์ไม่ต้องคิดมากหรอก พี่น้องคู่นั้นมันเก่งจะตายไป”

ผู้เชี่ยวชาญ(รึเปล่า)เอ่ยลอยๆ แต่แล้วเจ้าตัวก็หยุดเดินเอาดื้อๆพร้อมกับเรียกอาวุธประจำตัวขึ้นมา ทำให้คนที่เดินตามมาเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนที่คำตอบทั้งหมดจะถูกเฉลยพร้อมกับการปรากฎตัวของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา

สัตว์ประหลาดตัวที่ว่านั้นช่างดูละม้ายคล้ายกับหมาป่าเสียเหลือเกิน จะผิดแปลกไปก็ตรงที่มันสามารถยืนสองขาได้และขนของมันเป็นสีดำสนิท ดวงตาคมสีแดงจ้องมองมายังผู้บุกรุกอย่างประสงค์ร้าย ในขณะที่ทุกคนกำลังยืนอึ้งอยู่นั้น ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังก้องขึ้นมาทั่วทางเดินว่า

“กรที่สาม จัดการมันเลย อย่าให้เหลือล่ะ”

สิ้นเสียงนั้น สัตว์ประหลาดที่ได้ชื่อว่ากรที่สามก็แยกเขี้ยวคำรามพร้อมทั้งพุ่งตรงไปยังเด็กหนุ่มผมดำซึ่งยืนอยู่ใกล้ตัวมันที่สุด ก่อนจะเหวี่ยงกรงเล็บใส่อย่างรุนแรงจนเด็กหนุ่มกระเด็นไปชนกับกำแพง แต่ไม่นานนักเจ้าตัวก็ยันตัวลุกขึ้นมาพร้อมกับชี้นิ้วไปยังทางแยกที่อยู่ใกล้ๆกันแล้วสั่งขึ้นมาว่า

“พาย พาทุกคนไปทางนั้น! เดี๋ยวทางนี้ฉันจัดการเอง!!”

“เฮ้! นายไหวเหรอ Stalker!!”

เด็กสาวผมแดงที่ถูกเรียกว่าพายตะโกนถาม แต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบกลับมา ทำให้เธอได้แต่บ่นพึมพำอะไรเล็กน้อยแล้ววิ่งนำคนที่เหลือไปยังทางแยกอีกทางที่อยู่ใกล้ๆกันแทน

“หึ ต้องไหวอยู่แล้ว กะอีแค่กรที่สาม ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก!” Stalkerกระตุกยิ้มเล็กน้อยพลางควงอาวุธประจำตัวของตนซึ่งเป็นโพอาร์มขึ้นมา นัยน์ตาสีฟ้ามองตรงไปยังกรที่สามอย่างแน่วแน่ และหลังจากนั้นไม่นาน การต่อสู้ระหว่างStalkerกับกรที่สามก็เริ่มต้นขึ้น!

.

ครืน ครืน…

“เสียงอะไรน่ะ..?” เด็กหนุ่มผมดำที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเอ่ยขึ้นอย่างงุนงง ในขณะที่เด็กหนุ่มผมยาวซึ่งเดินอยู่ข้างๆชักสีหน้าเหนื่อยใจกับผู้เป็นพี่ สุดท้ายเลยตอบกลับอย่างกวนๆว่า

“ถามฉันแล้วฉันจะไปรู้มั้ย ก็อยู่ด้วยกันสองคนเนี่ย…ไหนแกลองว่ามาดิ เอส”

ตูไม่น่าถามมันเลยจริงๆ…เอสคิดอย่างหงุดหงิด แต่แล้วก็ต้องฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้หลังจากที่พวกเขาทั้งสองคนเดินลงมายังดันเจี้ยนได้สักพักใหญ่แล้ว มันเงียบเกินไป…

“ไอซ์…รู้สึกแปลกๆรึเปล่า?”

“อืม เงียบเกินไปจริงๆ ปกติน่าจะส่งกรไหนสักกรมาต้อนรับพวกเราด้วยซ้ำไป แต่นี่กลับเงียบสนิท”

ไอซ์พูดอย่างเครียดๆ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังมุ่งหน้ามาทางพวกตนแล้วตัดสินใจเรียกอาวุธประจำตัวของตนพร้อมๆกับเอสที่ชักดาบที่สะพายไว้ด้านหลังอยู่ออกมาทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาพร้อมๆกันว่า

“มาแล้วสินะ”

ตู้ม!

“อูย เล่นแรงเป็นบ้า กรไหนเนี่ย…”

เอสเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลก ขณะกระโดดหลบกระสุนที่ถูกยิงมายังตนอย่างสวยงาม นัยน์ตาสีแดงสดที่มักจะเต็มไปด้วยความขี้เล่นอยู่เสมอบัดนี้ได้ทอประกายความจริงจัง เด็กหนุ่มหรี่ตามองไปยังทิศทางที่กระสุนถูกยิงมาแล้วก็ต้องเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ เมื่อค้นพบว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเพียงเด็กหญิงผมขาวคนหนึ่งเท่านั้น

“กรที่หกค่ะ ฉันคือกรที่หกค่ะ ฉันต้องจัดการ..จัดการสินะคะ…”

เด็กหญิงพึมพำเหมือนกำลังท่องบทพูดอยู่ด้วยน้ำเสียงไม่บ่งบอกอารมณ์ ก่อนที่เจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก นัยน์ตาสีดวงจันทร์ทอดมองตรงมายังสองหนุ่มผู้รุกรานในสายตาเด็กสาว แล้วยกแขนข้างขวาซึ่งกลายสภาพเป็นปืนใหญ่ตรงไปยังพวกเขาแล้วยิงออกไปทันที

“ไอ้พี่บ้า ตามไปสบทบกับพวกStalkerซะ ทางนี้ฉันรับมือเอง!”

ไอซ์ตะโกนขึ้นขณะร่ายเวทบาเรียกันกระสุนซึ่งอยู่ยิงออกมาไม่หยุด ดวงหน้าที่เคยนิ่งเรียบเสมอบัดนี้เต็มไปด้วยความเครียด ด้านเอสที่หลบอยู่ด้านหลังอยู่จึงได้แต่พยักหน้ารับด้วยความไม่เต็มใจนักแล้ววิ่งไปอีกทางทันที

“คุณคนเดียวทำอะไรฉันไม่ได้หรอกนะคะ” เด็กหญิงเอ่ยอย่างไร้อารมณ์พลางยกแขนข้างซ้ายซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นปืนกลตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แล้วยิงกราดตรงไปยังเด็กหนุ่มโดยไม่รีรอ ทว่าสิ่งที่เด็กหญิงเห็นกลับเป็นรอยยิ้มแปลกๆแทน แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นลูกไฟขนาดยักษ์ลอยอยู่บนหัวของอีกฝ่าย

“ทำได้หรือไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป”

ตู้ม!

.

อีกด้านหนึ่ง

“แฮ่ก แฮ่ก…เก่งไม่เบาเลยนี่…กรที่สอง”

เด็กหนุ่มผู้สวมหมวกสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครเอ่ยด้วยน้ำเสียงหอบ หลังจากที่ตนสู้กับกรที่สองมาได้สักพักใหญ่ก็ค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าจะเผด็จศึกได้ แต่ทว่ามันติดปัญหาอะไรบางอย่างเนี่ยสิ…

“หึ เจ้าก็เหมือนกัน สมแล้วที่เป็นคนจัดการกรที่สี่ลงได้…หืม!?” กรที่สองผู้มีร่างเป็นชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องที่ถูกพลังของตนทำลายจนกลายเป็นรูโหว่เปิดให้เห็นท้องฟ้าอันสว่างไสวในยามอาทิตย์ใกล้ตกดิน นัยน์ตาสีแดงฉายแววตื่นเต้นระคนยินดีเมื่อได้เห็นภาพดังกล่าว แต่เด็กหนุ่มซึ่งเป็นคู่ต่อสู้นั้นกลับไม่รู้สึกยินดีเลยสักนิด

แย่ล่ะสิ! ใกล้ค่ำลงไปทุกทีแล้ว…ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปพลังของ Comic Demon จะเพิ่มขึ้นจนเราจัดการไม่ลงแน่ๆ บ้าเอ๊ย! ต้องงัดเจ้านั้นออกมาแล้วสินะ…

“Time Skip…”

นัยน์ตาสีเขียวใบไม้หลุบลงเล็กน้อยเมื่อท่องเวทบทดังกล่าว ก่อนจะลืมตาโพล่งพร้อมๆกับช่วงเวลาที่ถูกหยุดลง แล้วรอบๆข้างของตนนั้นก็ถูกเร่งย้อนเวลากลับอย่างรวดเร็ว ทำให้เมื่อกรที่สองรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าท้องฟ้าที่ควรจะมืดมิดลงนั้นกลับกลายเป็นสีฟ้าใสในยามเที่ยงวัน!

“นี่เจ้า!” กรที่สองคำรามพร้อมๆกับความหวั่นวิตกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจะได้ทันทำอะไรต่อนั้น ร่างของอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาหาตนพร้อมกับร่มที่ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นดาบยาวอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน

“อั๊ก! แก!!”

กรที่สองเบี่ยงตัวหลบดาบที่ฟันเข้ามาไม่ทันจึงทำให้โดนฟันสะพายแล่ง แต่เพียงแค่นั้นก็มิสามารถทำอะไรสมุนผู้เก่งกาจของ Comic Demon ลงได้ มันพึมพำร่ายเวทอะไรบางอย่างก่อนที่จะปรากฎแสงสีดำขึ้นรอบๆแผลที่ถูกฟัน แล้วจากนั้นไม่นานแผลนั้นก็อันตรธานหายไปเหมือนไม่เคยมีแผล แต่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเด็กหนุ่มที่กำลังรอช่วงเวลานี้อยู่

“เจ้ายิ้มอะ..เอ๊ะ! อั๊ก..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก”

กรที่สองขมุ่นคิ้วมองรอยยิ้มของอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเวลาต่อมาเมื่อแผลที่ควรจะหายไปแล้วกลับปรากฎขึ้นมาอีกครั้งทั้งที่ไม่น่าจะปรากฎขึ้นมาได้ มันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพลางร่ายเวทรักษาไม่หยุด แต่ทว่ายิ่งรักษามากเท่าไหร่ แผลก็ยิ่งปรากฎมากขึ้นเท่านั้น

“แก…แกทำอะไร…อั๊ก” กรที่สองถามพลางกระอักเลือดออกมา ในขณะที่เด็กหนุ่มซึ่งเป็นคนฝากรอยแผลเอาไว้นั้นเดินตรงมายังตนพลางอธิบายสาเหตุที่เกิดขึ้นว่า

“มันเป็นคุณสมบัติของดาบเล่มนี้น่ะสิ ยิ่งแกร่ายเวทรักษาแผลที่ถูกฟันโดยดาบเล่มนี้มากเท่าไหร่ แผลก็จะยิ่งพอกพูนมากขึ้นเท่านั้น ฉันใช้ดาบเล่มนี้กับกรที่สี่ด้วยแหละ ไม่งั้นคงจัดการไม่ลง เอาล่ะ พล่ามมาเยอะพอแล้ว ได้เวลาแล้ว…ลาก่อนนะ กรที่สอง!”

ฉัวะ!

.

“เจ้าหมอนั่น…จะไหวมั้ยเนี่ย..?” พายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเครียดๆ หลังจากที่พวกเธอแยกจากStalkerมาสักพักใหญ่ก็ได้หยุดพักลงที่หน้าประตูบานยักษ์ซึ่งถูกปิดเอาไว้อยู่ ก่อนที่พวกเธอจะสะดุ้งพลางยกอาวุธขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างจากทางแยกอีกทาง

“นั่นใครน่ะ!” เด็กสาวผมทวินเทลตะโกนถามเสียงกร้าว ก่อนจะได้รับคำตอบที่ทำให้พวกตนเผยรอยยิ้มยินดีพลางลดอาวุธลง

“ฉันเอง เอสไง!”

ร่างของเด็กหนุ่มผมดำซึ่งเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อปรากฎตัวขึ้นจากทางแยกดังกล่าว เอสทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยล้าพร้อมทั้งพึมพำร่ายเวทบางอย่างที่ทำให้แสงสีเงินปรากฎขึ้นไปทั่วร่างพลางตอบคำถามของบรรดาสมาชิกในชมรมไปด้วย เมื่อเจ้าตัวรู้สึกว่าหายเหนื่อยดีแล้วจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับตะโกนไปยังทางแยกที่ตนเพิ่งจะเดินออกมา

“เอ้า พวกนายออกมาได้แล้ว…รู้นะว่าตามหลังฉันมาน่ะ”

“ว้า เอสรู้จริงด้วย” เสียงบ่นดังขึ้น ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะดังขึ้นพร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มสี่คนซึ่งทำให้บรรดาคนที่เหลือถึงกับตะโกนเรียกชื่อพวกเขาออกมาอย่างตื่นตะลึงว่า

“หนามมี่! โกคูส! โฮลี่! คุจิ!”

“ต้องขอบคุณหนามมี่ที่เห็นพวกเธอลงมาพอดีนะ ไม่งั้นพวกเราคงไม่รู้แน่ๆ” เด็กหนุ่มผมเหลืองผู้มีนามว่าโกคูสเอ่ยขึ้น แต่ยังไม่ทันจะได้ไถ่ถามอะไรต่อนั้น ประตูซึ่งอยู่เบื้องหลังของพวกเขานั้นก็ถูกเปิดออก ทุกคนจึงยกอาวุธของตนขึ้นมาพร้อมทั้งเพ่งสายตาไปยังเงาตะคุมสองร่างที่กำลังเดินออกมาจากบานประตูนั้น

“สายัณห์สวัสดิ์ทุกท่าน ข้าคือกรที่เจ็ด ส่วนนี่คือคู่หูของข้าเอง กรที่แปด” ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดขุนนางจีนเอ่ยขึ้นพลางชี้พัดที่อยู่ในมือของตนไปยังร่างของเสือขาวที่ยืนส่งสายตาอาฆาตให้บรรดาสมาชิกรู้สึกร้อนๆหนาวๆยังไงไม่รู้ ก่อนจะเอ่ยต่อขึ้นมาว่า

“ข้าคงมิอาจให้พวกเจ้าเข้าไปยังด้านในได้ เพราะฉะนั้น…จัดการ!”

“โฮกกกกกกกกกกกกกกก”

สิ้นคำพูดดังกล่าว กรที่แปดก็คำรามแล้วกระโจนเข้าหาทุกคนทันที ก่อนจะกระโดดหลบไปตั้งหลักเมื่อรู้สึกถึงดาบที่ฟาดมายังตนอย่างรุนแรง มันคือดาบยักษ์ซึ่งอยู่ในมือของเด็กสาวผู้ปิดดวงตาข้างหนึ่งนั่นเอง

“ไปซะ ทางนี้ฉันจะ…เฮ้ย! หนามมี่!!”

ฟาร์ตะโกนอย่างตกใจเมื่อเห็นร่างของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลวิ่งไปหากรที่เจ็ดพร้อมกับมีดสั้นในมือด้วยความเร็วที่มองไม่เห็น ทว่ากรที่เจ็ดกลับแค่โบกพัดในมือของตนเบาๆเท่านั้น ก่อนที่บาเรียสีนิลจะปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาของเด็กหนุ่มซึ่งชะงักไปทันทีเมื่อเห็นบาเรียดังกล่าว

กรที่เจ็ดหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะโบกพัดอีกครั้ง ทันใดนั้นเองแท่งน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฎขึ้นบนศีรษะของมัน หนามมี่หน้าซีดลงเมื่อเห็นภาพดังกล่าวแล้วกระโดดหลบแท่งน้ำแข็งที่พุ่งเข้าหาตนอย่างไม่เกรงใจกันเลยสักนิด ทว่ากลับมีแท่งน้ำแข็งอันหนึ่งกำลังพุ่งตรงไปยังจุดอับสายตาของเด็กหนุ่มพอดี

เพล้ง!

เด็กหนุ่มหันไปมองด้านหลังของตนอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นบาเรียที่ครอบคลุมร่างกายของตนอยู่ ในขณะที่เด็กสาวผมแดงซึ่งเป็นผู้ร่ายเวทบาเรียช่วยเด็กหนุ่มเมื่อตะกี้ก้าวไปยังด้านหน้าพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า

“นายตามไปสบทบกับพวกนั้นซะ ทางนี้ฉันกับฟาร์จะจัดการเอง”

หนามมี่นิ่งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะพยักหน้าแล้ววิ่งตามพวกเพื่อนๆที่เหลือซึ่งบุกเข้าไปด้านในตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กรที่เจ็ดซึ่งเห็นเช่นนั้นจึงร่ายเวทหมายขวางเด็กหนุ่มเอาไว้ แต่เวทของมันก็ถูกเด็กสาวนักเวทร่ายเวทป้องกันเอาไว้ได้ทันท่วงที

“เสียใจด้วย ฉันไม่ยอมให้ขวางทางได้หรอก” พายเอ่ยเสียงเข้ม แล้วหลับตาลงพลางพึมพำคาถาเวทในสายพลังที่ตนถนัด ทันใดนั้นแสงสีขาวเงินก็สว่างไสวไปทั่วพื้นที่การต่อสู้ ด้านกรที่เจ็ดนั้นก็ได้แต่มองแสงสีขาวเงินด้วยสายตาหวั่นวิตกที่ปิดบังไม่มิด

“นักเวทสายแสงสว่างงั้นเรอะ…” กรที่เจ็ดเอ่ยเสียงเครียด เหงื่อเริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าทีละน้อย ถ้าให้ถามว่าเวทสายไหนที่เป็นปรปักษ์กับมันมากที่สุดก็คงไม่พ้นเวทสายแสงสว่างนี่ล่ะ!

“หืม..เธอจะบอกว่านักเวทก็ต้องสู้กับนักเวทสินะ พาย..” ฟาร์ที่กำลังต่อสู้อยู่กับกรที่ห้าอยู่นั้นขยับยิ้มเล็กน้อย แล้วกวาดดาบของตนเป็นแนวกว้างกันศัตรู ทำให้กรที่แปดไม่สามารถเข้าหาตัวของเด็กสาวตาเดียวได้ สุดท้ายมันจึงได้แต่ยืนส่งสายตาอาฆาตใส่ ซึ่งเด็กสาวเองก็ส่งสายตาแบบเดียวกันกลับ

“หึ ก็ประมาณนั้นแหละ…Genesis!” พายตอบรับเล็กน้อยพร้อมทั้งชูไม้เท้าของตนขึ้นเหนือศีรษะ แล้วปรากฎเป็นลำแสงสีขาวเงินพุ่งตรงไปยังบาเรียสีดำของกรที่เจ็ดทันที

———————————-

มันยาวมากๆเลยแจ้ o<–< ยังไม่จบนะ 5555

Maple Story Cartoon : การ์ตูนเวียน(ที่กลายเป็นฟิค)ตอนจบ Part 1

One thought on “Maple Story Cartoon : การ์ตูนเวียน(ที่กลายเป็นฟิค)ตอนจบ Part 1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s